คนรักอาหารทะเลกินพลาสติกเข้าไปด้วยจริงหรือ ?

1 star2 stars3 stars4 stars5 stars

คนรักอาหารทะเลกินพลาสติกเข้าไปด้วยจริงหรือ
เมื่อช่วงต้นปีนี้มีข่าวครึกโครมที่ทำให้คนรักอาหารทะเลทั่วโลกต้องหวั่นวิตกว่า ผู้ที่ชื่นชอบการกินซีฟู้ดเป็นประจำอาจได้รับ “อนุภาคพลาสติก” (Plastic microparticles)จากสัตว์น้ำที่กินขยะในท้องทะเล ซึ่งอนุภาคนี้มีขนาดเล็กจิ๋วจนมองไม่เห็น แต่สามารถถูกบริโภคเข้าไปในร่างกายได้สูงสุดถึงปีละกว่า 11,000 อนุภาค ทำให้อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพตามมาก็เป็นได้ข่าวที่น่าตื่นตระหนกนี้มีมูลความจริงอยู่แค่ไหน ? ทีมงานบีบีซี เรียลลิตีเช็ก (BBC Reality Check) ได้ไปติดตามตรวจสอบที่มาของรายงานดังกล่าว และพบว่าข้อมูลที่นำเสนอโดยสื่อมวลชนนั้น ออกจะเกินขอบเขตข้อเท็จจริงที่ได้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต้นเรื่องอยู่สักหน่อย

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่ออังกฤษซึ่งรวมถึงหนังสือพิมพ์เดลีเมลและเทเลกราฟระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกนต์ของเบลเยียม (Ghent University) ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของอนุภาคพลาสติกดังกล่าว ซึ่งกว่า 99% ของอนุภาคพลาสติกที่อยู่ในเนื้อสัตว์น้ำ จะสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ด้วยการบริโภคอาหารทะเลและถูกขับถ่ายออกไป แต่ส่วนที่เหลือราว 1% จะถูกเนื้อเยื่อภายในดูดซับเอาไว้

คนรักอาหารทะเลกินพลาสติกเข้าไปด้วยจริงหรือ

รายงานข่าวดังกล่าว ซึ่งมาจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่เคยมีมาในประเด็นนี้ ได้ชี้ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการกินอาหารทะเลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา จะทำให้ได้รับอนุภาคพลาสติกดังกล่าวในปริมาณสูงอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งชวนให้รู้สึกขยะแขยง และเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน

แต่อันที่จริงแล้ว งานวิจัยต้นเรื่องจำกัดขอบเขตการศึกษาสัตว์ทะเลไว้เพียงที่กลุ่มหอยนางรมและหอยแมลงภู่ที่เลี้ยงในฟาร์มบางแห่งของยุโรปแถบทะเลเหนือเท่านั้น โดยยังไม่มีการศึกษาในสัตว์ทะเลประเภทอื่น

นักวิจัยได้สุ่มนำเนื้อเยื่อของหอยสองประเภทนี้จากฟาร์มมาตรวจวิเคราะห์ในปริมาณราว 15-20 กรัมในแต่ละครั้ง โดยเฉลี่ยพบว่ามีอนุภาคพลาสติกอยู่ในเนื้อหอย 0.42 อนุภาคต่อ 1 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก หากนำอนุภาคเหล่านี้มาเรียงต่อกัน 11,000 อนุภาค ตามปริมาณสูงสุดที่เชื่อว่ามนุษย์จะได้รับจากอาหารทะเลในหนึ่งปี จะพบว่ามีความยาวรวมกันได้เพียงราว 11 เซนติเมตรเท่านั้น

คนรักอาหารทะเลกินพลาสติกเข้าไปด้วยจริงหรือ

นอกจากนี้ การคำนวณปริมาณอนุภาคพลาสติกที่มนุษย์จะได้รับในงานวิจัย ได้ใช้ข้อมูลการบริโภคอาหารทะเลของชาวเบลเยียมอายุ 65-74 ปี เพียง 17 คน มาเป็นฐานในการคำนวณ ซึ่งคนกลุ่มนี้บริโภคหอยทั้งสองชนิดในปริมาณมากถึง 74 กรัมต่อวัน หรือ 27 กิโลกรัมต่อปี ผิดจากค่าเฉลี่ยของชาวยุโรปโดยทั่วไป ทั้งเป็นข้อมูลที่ล้าสมัยซึ่งได้มาจากการสำรวจขององค์การความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA) เมื่อปี 2004

หากใช้เกณฑ์การคำนวณเดียวกัน (พลาสติก 0.42 อนุภาคต่ออาหารทะเล 1 กรัม) กับกลุ่มชาวอังกฤษ 58 คน ที่มีการสำรวจในปี 2000 ซึ่งพบว่าคนกลุ่มนี้บริโภคหอยนางรมและหอยแมลงภู่เฉลี่ย 14.3 กรัมต่อวัน จะเท่ากับว่าใน 1 ปี ชาวอังกฤษกลุ่มนี้ได้รับอนุภาคพลาสติกเข้าไปเพียง 2,192 อนุภาค ต่ำกว่าที่รายงานการวิจัยของเบลเยียมระบุไว้ที่ 11,000 อนุภาคอย่างมาก

ส่วนที่หวั่นเกรงกันว่าอนุภาคพลาสติกจะส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ ซึ่งบางคนกลัวถึงขั้นว่าอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งได้นั้น ดร. คอลิน แจนส์เซน ผู้นำทีมวิจัยต้นเรื่องกล่าวไว้เพียงว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าอนุภาคพลาสติกในปริมาณดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ก็ควรจะมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไปให้ทราบชัดในเรื่องนี้

ทั้งนี้ หอยแมลงภู่และหอยนางรมกรองน้ำทะเลที่ไหลผ่านราว 20 ลิตรต่อวัน ทำให้ได้รับอนุภาคพลาสติกเข้าไปสะสมโดยบังเอิญ เนื่องจากขยะหลายล้านตันที่ถูกทิ้งลงทะเลเกิดการฉีกขาด ทำให้เกิดชิ้นพลาสติกขนาดเล็กสะสมอยู่ในน้ำถึง 5 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ซึ่งต้องใช้เวลานับร้อยปีในการย่อยสลาย นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าขยะพลาสติกเหล่านี้จะไม่มีวันหมดไปจากท้องมหาสมุทร

www.bbc.com


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *